ผักllพว (Viet namese Mint) ผักพื้นบ้านซึ่งได้รับความนิยมทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน แ ละภาคใต้ โดยส่วนใหญ่มักรับประทานยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นผักเคียงกับอาหารต่างๆ เช่น แหนมเนือง น้ำพริก ลาบ ก้อย ยำ พล่า ซุปหน่อไม้ ข้าวยำ เพราะมีกลิ่นหอม ฉุนและรสเผ็ดร้อน

สรรพคุณทางยาของ ผักแพว

ต้านมะเร็ง

มีสารต้านอนุมูลอิสระต่อร่างกาย ช่วยชะลอวัย ชะลอการเสื่อมของผิว ทั้งยังช่วยป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด  ป้องกันมะเร็งลำไส้ ป้องกันมะเร็งผิวหนัง ป้องกันมะเร็งเต้านม ป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

วิตามินเอสูง

มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก ผักแพว 100 กรัม มีวิตามินเอถึง 8,112 IU ซึ่งเทียบกับผักบุ้งในปริมาณที่เท่ากัน มีวิตามินเอเพียง 6,300 IU เท่านั้น

ใยอาหารสูง

ผักแพวมีกากใยสูงถึง 9.7 กรัม จึงช่วยลดอาการท้องผูก แก้ริดสีดวงทวาร และยังช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้จึงลดภาวะเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

แคลเซียมสูง

ในผักแพว 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียม 573 มิลลิกรัม จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก

ธาตุเหล็กสูง

ผักแพวมีธาตุเหล็กสูงติดอันดับที่ 5 ของผักไทย ผักแพวปริมาณ 100 กรัม มีธาตุเหล็กอยู่ 2.9 มิลลิกรัม ส่วนอันดับที่ 1 คือ ใบกะเพราแดงมีธาตุเหล็กถึง 15 มิลลิกรัม ซึ่งธาตุเหล็กจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันโรคโลหิตจาง

รักษากลากเกลื้อน

ใบผักแพว ยังสามารถแก้กลากเกลื้อน ผดผื่นคัน โดยนำใบมาคั้นแล้วผสมแอลกอฮอล์หรือเหล้าขาวแล้วใช้เป็นยาทา

บำรุงหัวใจ

ใบของผักแพว ช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคไขมันในหลอดเลือดและป้องกันโรคหัวใจ ลดการเกิดโรคหัวใจวาย ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

ดับกลิ่นปาก

ผักแพวมีรสร้อนหากเคี้ยวสดๆ จะช่วยลดอาการอักเสบภายในช่องปาก ทั้งยังช่วยลดอาการเหงือกอักเสบ และดับกลิ่นปากได้ดีอีกด้วย

แก้อาการท้องอืด

ผักแพวมีสรรพคุณทางยา  มีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยขับลม ขับเหงื่อ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ทำให้เจริญอาหาร

แก้ปวดข้อ

รากของผักแพวสามารถนำมารักษาโรคปวดกระดูก ปวดข้อ และแก้โรคกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของผักแพว 100 กรัม

ให้พลังงานแก่ร่างกาย 54 กิโลแคลอรี
โปรตีน 4.7 กรัม
วิตามินเอ 8,112 IU
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.59 มิลลิกรัม
วิตามินซี 77 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 272 มิลลิกรัม
เหล็ก 2.9 มิลลิกรัม
ไนอะซิน 1.7 มิลลิกรัม

อ้างอิงจาก : กองโภชนาการ กรมอนามัย (ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย)

เรียบเรียงโดย : หลิวหล่าวซือ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here